“ศุภาลัย”มองตลาดอสังหาฯโค้งสุดท้ายโต

“ศุภาลัย”มองตลาดอสังหาฯโค้งสุดท้ายโต

“ศุภาลัย” ประเมินตลาดอสังหาฯโค้งสุดท้ายโตต่อเนื่อง แรงส่งไตรมาส 3 ผู้ประกอบเร่งเปิดโครงการใหม่ ลุยเปิดคอนโดใหม่  3 โครงการ มูลค่า 5,770 ล้านบาท  

            นายไตรเตชะ ตั้งมติธรรม กรรมการผู้จัดการ บมจ.ศุภาลัย (SPALI) เปิดเผยว่า ภาพรวมอสังหาริมทรัพย์ในช่วง4 เดือนที่เหลือของปี นี้ มองว่ายังจะเติบโตได้ดี โดยเฉพาะในช่วงครึ่งปีหลังผู้ประกอบเริ่มทยอยเปิดโครงการใหม่เพิ่มมากขึ้น โดยเฉพาะในช่วงไตรมาส 3 เป็นต้นไป อีกทั้งอัตราการขยายตัวของเศรษฐกิจไทยมีแนวโน้มที่ดีขึ้น ซึ่งส่งผลต่อความเชื่อมั่นของผู้ประกอบการและผู้ซื้อ และเป็นผลบวกต่อภาคอสังหาริมทรัพย์ เนื่องจากอสังหาฯจะเติบโตไปตามทิศทางเดียวกับการขยายตัวทางเศรษฐกิจ

“ปีนี้ยังคงมองว่าธุรกิจอสังหาริมทรัพย์ยังเติบโตได้ในทิศทางที่ดี โดยมีปัจจัยสนับสนุนจากการลงทุนในระบบคมนาคมขนส่งของทางภาครัฐ ในโครงข่ายรถไฟฟ้าสายต่างๆที่จะเชื่อมต่อพื้นที่กรุงเทพ และฝั่งธนบุรี ไม่ว่าจะเป็นรถไฟฟ้าสายสีน้ำเงิน รถไฟฟ้าสายสีเขียวเข้ม และรถไฟฟ้าสายสีทอง ซึ่งจะเป็นปัจจัยขับเคลื่อนการขยายตัวของศูนย์กลางธุรกิจทั้งอาคารสำนักงาน ร้านค้า ร้านอาหาร รวมถึงห้างสรรพสินค้า บนทำเลฝั่งธนบุรีในอนาคต”นายไตรเตชะ กล่าว

สำหรับในไตรมาส 3 นี้ บริษัทได้ขยายตลาดอสังหาริมทรัพย์ในพื้นที่ใหม่ๆ โดยเตรียมพัฒนาโครงการคอนโดมิเนียมแห่งใหม่ในย่านฝั่งธนบุรี จำนวน 3 โครงการ 3 ทำเล มูลค่าโครงการรวม 5,770 ล้านบาท ได้แก่แบรนด์“พรีเมียร์”คือโครงการ”ศุภาลัย พรีเมียร์ เจริญนคร”เป็นคอนโดมิเนียม บนพื้นที่กว่า 5 ไร่ สูง 26 ชั้น จำนวน 578 ยูนิต มูลค่า 2,800 ล้านบาท ราคาขายเริ่มต้น 3.1 ล้านบาท ทั้งนี้คาดว่าจะก่อสร้างแล้วเสร็จในปี 2564 โดยจะเปิดขายระหว่างวันที่ 22-24 ก.ย.นี้

ในส่วนของแบรนด์“ลอฟท์” คือ โครงการ”ศุภาลัย ลอฟท์ สถานีแยกไฟฉาย”เป็นโครงการคอนโดมิเนียม บนพื้นที่กว่า 2 ไร่ สูง 24 ชั้น จำนวน 366 ยูนิต มูลค่า 1,170 ล้านบาท ราคาขายเริ่มต้น 2.17 ล้านบาท และภายใต้แบรนด์“ปาร์ค” คือ โครงการ”ศุภาลัย ปาร์ค สถานีตลาดพลู”เป็นคอนโดมิเนียม บนพื้นที่กว่า 4 ไร่ สูง 34 ชั้น จำนวน 785 ยูนิต มูลค่า 1,800 ล้านบาท ราคาขายเริ่มต้น 1.61 ล้านบาท โดยทั้ง 2 โครงการคาดว่าจะก่อสร้างแล้วเสร็จภายในปี 2563 ทั้งนี้บริษัทเตรียมเปิดขายทั้ง 2 โครงการ ระหว่างวันที่ 7-13 ก.ย.นี้

อย่างไรก็ตาม ในปีนี้บริษัทคาดว่าแนวโน้มรายได้จะสามารถทำได้เกินเป้าหมายที่ตั้งไว้ 24,500 ล้านบาท โดยบริษัทคาดว่าจะมียอดโอนเข้ามาในช่วงครึ่งปีหลังประมาณ 10,300 ล้านบาท จากมูลค่ายอดขายรอโอน (Backlog) ทั้งหมดในครึ่งปีแรกอยู่ที่ 37,400 ล้านบาท ในส่วนของยอดขายในช่วงครึ่งปีหลังคาดว่าจะสูงกว่าครึ่งปีแรกที่ทำยอดขายได้ 13,300 ล้านบาท ทั้งนี้บริษัทมั่นใจว่าจะสามารถทำยอดขายได้ตามเป้าหมายที่วางไว้ 27,000 ล้านบาท